วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

อภัยทาน

อภัยทาน ก็คือการยกโทษให้ คือการไม่ถือความผิด หรือการล่วงเกินกระทบกระทั่งว่าเป็นโทษ

อภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ เช่นเดียวกับทานทั้งหลายเหมือนกัน คืออภัยทานหรือการให้อภัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นในใจผู้ใด จะยังจิตใจของผู้นั้นให้ผ่องใสพ้นจากการกลุ้มรุมบดบังของโทสะ

อันใจที่แจ่มใส กับใจที่มืดมัว ไม่อธิบายก็น่าจะทราบกันอยู่ทุกคนว่าใจแบบไหนที่ยังความสุขให้เกิดขึ้นแก่เจ้าของ ใจแบบไหนที่ยังความทุกข์ให้เกิดขึ้น และใจแบบไหนที่เป็นที่ต้องการ ใจแบบไหนที่ไม่เป็นที่ต้องการเลย

ความจริงนั้น ทุกคนที่สนใจบริหารจิต จะต้องสนใจอบรมจิตให้รู้จักอภัยในความผิดทั้งปวง ไม่ว่าผู้ใดจะทำแก่ตน แม้การให้อภัยจะเป็นการทำได้ไม่ง่ายนัก สำหรับบางคนที่ไม่เคยอบรมมาก่อน แต่ก็สามารถจะทำได้ด้วยการอบรมไปทีละเล็กละน้อย เริ่มแต่ที่ไม่ต้องฝืนใจมากนักไปก่อนในระยะแรก

ตัวอย่างเช่น เวลาขึ้นรถประจำทางที่มีผู้โดยสารคอยขึ้นรถอยู่เป็นจำนวนมาก หากจะมีผู้เบียดแย่งขึ้นหน้า ทั้งๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลัง ถ้าเกิดโกรธขึ้นมาไม่ว่าน้อยหรือมาก ก็ให้ถือเป็นโอกาสอบรมจิตใจให้รู้จักอภัยให้เขาเสีย

เพราะเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรถือโกรธกันหนักหนา เป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกินควรจะอภัยให้กันได้ แต่บางที่ไม่ตั้งใจคิดเอาไว้ก็จะไม่ทันให้อภัยจะเป็นเพียงโกรธแล้วจะหายโกรธไปเอง

โกรธแล้วหายโกรธเอง กับโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้อภัย ไม่เหมือนกัน โกรธแล้วหายโกรธเองเป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งเมื่อเกิดแล้วต้องดับ ไม่เป็นการบริหารจิตแต่อย่างใด แต่โกรธแล้วหายโกรธเพราะคิดให้อภัย เป็นการบริหารจิตโดยตรง จะเป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น ดีขึ้น มีค่าขึ้น

ผู้ดูแลเห็นความสำคัญของจิต จึงควรมีสติทำความเพียรอบรมจิตให้คุ้นเคยต่อการให้อภัยไว้เสมอ เมื่อเกิดโทสะขึ้นในผู้ใดเพราะการปฏิบัติล้วงล้ำก้ำเกินเพียงใดก็ตาม พยายามมีสติพิจารณาหาทางให้อภัยทานเกิดขึ้นในใจให้ได้ ก่อนที่ความโกรธจะดับไปเสียเองก่อน

ทำได้เช่นนี้จะเป็นคุณแก่ตนเองมากมายนัก ไม่เพียงแต่จะทำให้มีโทสะลดน้อยลงเท่านั้น และเมื่อปล่อยให้ความโกรธดับไปเอง ก็มักหาดับไปหมดสิ้นไม่ เถ้าถ่านคือความผูกโกรธมักจะยังเหลืออยู่ และอาจกระพือความโกรธขึ้นอีกในจิตใจได้ในโอกาสต่อไป

ผู้อบรมจิตให้คุ้นเคยอยู่เสมอกับการให้อภัย แม้จะไม่ได้รับการขอขมา ก็ย่อมอภัยให้ได้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ไม่เคยอบรมจิตใจให้คุ้นเคยกับการให้อภัยเลย โกรธแล้วก็ให้หายเอง แม้ได้รับการขอขมาโทษ ก็อาจจะไม่อภัยให้ได้ เป็นเรื่องของการไม่ฝึกใจให้เคยชิน

อันใจนั้นฝึกได้ ไม่ใช่ฝึกไม่ได้ ฝึกอย่างไดก็จะเป็นอย่างนั้น ฝึกให้ดีก็จะดี ฝึกให้ร้ายก็จะร้าย... 


สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

วันพระ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

ทางเจริญ

     วันพระถือเป็นวันสำคัญที่เราทุกท่านได้มาร่วมกันปฏิบัติในทางแห่งบุญคือ ร่วมกันให้ทาน รักษาศีล แผ่เมตตา ท่านว่าบุญที่เกิดจากกระทำทั้งสามเป็นสิ่งที่ประเสริฐ หากท่านทำสิ่งทั้งสามนี้เป็นประจำ จะไปที่ไหน ก็จะมีแต่สิ่งดีงามเข้ามาหาตัวเรา จะอยู่กับใคร ก็จะเป็นที่รักที่ชอบของผู้คน รวมทั้งจะทำอะไร ก็จะสำเร็จทุกประการ

วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

สวัสดีปีใหม่ 2554

             ขอนำความเจริญสุขสวัสดิ์จงมีแก่ทุกท่านทั่วโลก ปีใหม่แล้วทุกย่างก็เริ่มก้าวเข้าสู่สิ่งใหม่ ๆ หลายท่านหลายคนคงจะเริ่มตั้งใจทำอะไรหลายอย่างแล้ว บางท่านก็อาจยังไม่เริ่มคิดจะทำอะไร อย่างไรก็ขอให้เริ่มซะ เพราะ เวลามันไม่เคยคอยใคร ดังนั้นปีใหม่ปีนี้อยากให้ทุกท่านมีแต่สิ่งดี ๆ อย่าทำปีใหม่ให้กลายเป็นปีเมา เพราะอาจจะทำให้เราจะอับจนได้

                                                                               พระเอกพันธ์ อินฺทสาโร

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เทศนางานศพในวันที่ 25 ธันวามคม 2553 (ปลายปีแล้วคับ)

ยํกิญฺจิ สมุทย ธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธะมฺมนฺติ



อันผลไม้ น้อยใหญ่ ทุกประเภท

 
มันบอกเหตุ ให้เห็น เป็นตัวอย่าง


ทั้งผลอ่อน ผลแก่ มิเว้นวาง


สุกหล่นบ้าง เหี่ยวหล่นบ้าง ตามทางมัน


ทุกชีวิต ก็เป็น เช่นผลไม้


ย่อมมีตาย ทั้งอ่อนแก่ มิแปรผัน


เมื่อรู้แล้ว จะลุ่มหลง ทำไมกัน


ตั้งใจมั่น รีบหาทาง สร้างความดี


ขอเจริญพร ญาติโยมสาธุชนพุทธบริษัททุกท่าน ณ โอกาสต่อจากนี้ไปพอประมาณ ญาติโยมสาธุชนจะได้รับฟังธรรมสังเวช ปรารภเหตุของการวายชน เนื่องจากว่าในวันนี้ท่านเจ้าภาพ พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนทุกท่านได้มาร่วมกันฌาปนกิจเพื่ออุทิศคุณงามความดีอันนี้ส่งไปให้แก่ (ผู้วายชน) การจากไปของผู้วายชนในครั้งนี้ก็ย่อมสร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เพราะการจากไปของท่านในครั้งนี้เป็นการจากไปแบบไม่มีวันที่จะหวนกลับ


ท่านว่าคนเราเกิดมาย่อมหนีความแก่ไม่ได้ หนีความเจ็บไข้ไม่พ้น ทุกคนเกิดมาในโลกนี้ต้องพบกับความตาย แต่อย่างไรก็ดีเมื่อพูดถึงความตายแล้ว ท่านได้แบ่งความตายไว้หลายประเภทแต่ที่สำคัญมี 2 ประเภทนั่นก็คือ ตายใน ตายนอก


ตายใน เป็นการตายของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ พระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะคำว่าตายใน ณ ที่นี้ ก็คือตายจากกิเลส จิตใจของท่านตายจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ตัณหาและอวิชชาทั้งหลายไม่ยึดติดต่อสิ่งใด ๆในโลกนี้


ตายนอก เป็นการตายแบบเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายที่เป็นมนุษย์ปุถุชน บางคนก็ตายตามอายุไข คือแก่ชราตายบ้าง บางคนก็ป่วยตายบ้าง บ้างก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตบ้าง


ดังนั้นเราจะอยู่ที่ใด จะอยู่ในฐานะไหน ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์เกิดมาในโลกนี้แล้วย่อมหนีไม่พ้นเงื้อมมือของพญามัจจุราชไปได้


มัจจุราช นายเรา เอาไปแน่


เว้นเสียแต่ เร็วช้า อย่าสงสัย


คืนและวัน ผันดับ ล่วงลับไป


เราก็ใกล้ ป่าช้า มาทุกวัน


เพราะความตาย ไม่มีใคร หนีพ้นได้


แต่ควรให้ อายุไข นั้นมาถึง


ตายไม่ถึง เวลา น่าคะนึง


ควรขอพึ่ง คุณพระ มาคุ้มครอง


ดังนั้นวันนี้ เรามางานศพ เราได้มาพิจารณาความเป็นจริงของชีวิต ได้มาเห็นความไม่เที่ยงแท้แล้วหรือยัง หรือว่ามาเฉย ๆ มาตามพิธี มาตามประเพณีแค่นั้น


เพราะถ้าเป็นสมัยก่อนคนเฒ่าคนแก่ ถ้ามางานศพที่วัด ถามเค้าว่ามาทำไมเค้าจะตอบว่ามาเผาผี เผาผีในที่นี้ไม่ใช่ เผาศพคนตายหรอก แต่เป็นปริศนาธรรมที่เค้าพูดขึ้นมา แต่ส่วนมากจะไม่รู้ความหมาย


คำว่าเผาผี ผีในที่นี้ก็คือ ผีในตัวเรา ซึ่งก็มี


ผีหนึ่งชอบดื่มสุราเป็นอาจิณ ไม่ชอบกินข้าวปลาเป็นอาหาร


ผีสองชอบท่องเที่ยวยามวิกาล ไม่รักลูกรักบ้านของตน


ผีสามชอบเที่ยวดูการเล่น ไม่เว้นบาร์คลับละครโขน


ผีสี่ชอบคบคนชั่วมั่วกับโจร หนีไม่พ้นอาญาตราแผ่นดิน


ผีห้าชอบเล่นไพ่เล่นม้ากีฬาบัตร สาระพัดถั่วโปไฮโลสิ้น


ผีหกชอบเกียจคร้านการหากิน มีทั้งสิ้นหกผีอัปรีย์เอย


ดังนั้นเรามาเผาศพทั้งทีควรเผาผีเสียบ้าง ที่สำคัญควรทำใจให้ปล่อยวาง คิดเสียบ้างว่าทุกอย่างมันไม่เป็นดั่งใจ เมื่อทำได้เช่นนี้ใจก็สบาย กายก็สบาย และเมื่อตายก็ได้ไปสู่สวรรค์อย่างไม่น่าสงสัย อย่าปล่อยวันเวลาให้ล่วงเลยไป อย่าช้าอยู่ใยให้รีบสร้างความดี



วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันนี้ฝนตกหนักมาก อากาศก็หนาวด้วยคับ มองไปที่ไหนก็ดูเหงา ๆ แย่จัง..... เหลือบดูปฏิทินก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว ยังไม่ลงมือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยโธ่...ชีวิต

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มงคลชีวิต 9 ประการ

มงคลชีวิต 9 ประการ


1.ซื่อตรง
ข้อนี้สำคัญมาก บุคคลใด หรือฝ่ายใดก็ตาม ถ้าขาดความซื่อตรงเสียแล้ว ก็จะเกิดความเสื่อมโทรมเสียหาย เกิดเรื่องเดือดร้อน เกิดความไม่สงบ เกิดความระแวงไม่ไว้วางใจ ขาดความเชื่อถือ ขาดความนิยม เกิดความโกรธเคือง อาฆาตแค้น เกิดความเกลียดชัง ดูถูกดูหมิ่นกัน กฏธรรมชาติ มีอยู่ว่า...
"บุคคลใดซื่อตรงเป็นบุคคลที่น่าคบค้าสมาคม มีเสน่ห์ใครๆ ก็ชอบคบค้าสมาคมกับคนซื่อตรง ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน ถ้าเรามีนักการเมืองคดในข้อ งอในกระดูก โกงในสันดาน บ้านเมืองของเราก็มีแต่พังกับพังเท่านั้น เพราะฉะนั้น ขอให้ถือความซื่อตรงเป็นหลัก ปฏิบัติที่สำคัญที่สุดของชีวิต


2. **สะอาด**
ข้อนี้สำคัญมากอีกข้อหนึ่ง เพราะความสะอาดทำให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เชื้อโรคเกิดจากความสกปรก เมื่อเรามีความสะอาดเชื้อโรค ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เราก็มีความสุขทั้งร่างกายและจิตใจ บ้านเรือนที่สะอาด ก็เป็นบ้านเรือนที่น่าอยู่อาศัย
ใครๆก็ชอบบ้านเรือนที่สะอาด เสื้อผ้าที่สะอาด ก็เป็นเสื้อผ้าที่น่าสวมใส่ น่าดู น่าชม ใครๆก็ชื่นชม ใครๆก็ชอบใช้เสื้อผ้าที่สะอาด
บุคคลใดเป็นคนสะอาด ก็เป็นคนที่น่าคบค้าสมาคม เพราะใครๆก็ชอบคบค้าสมาคมกับคนสะอาด ยิ่งกว่านั้นความสะอาดยังส่อแสดงให้เห็นถึงชีวิตจิตใจ การศึกษาและบุคลิกภาพ โบราณท่านสอนว่า ดูวัดให้ดูฐาน(ส้วม) ดูบ้านให้ดูครัว วัดใดส้วมสะอาด แสดงว่าวัดนั้นพระขยัน วัดใดส้วมสกปรก แสดงว่าวัดนั้นพระขี้เกียจ
บ้านใดครัวสะอาด แสดงว่าแม่ครัว หรือลูกสาวบ้านนั้นขยัน บ้านใดครัวสกปรก แสดงว่าแม่บ้านหรือลูกสาวบ้านนั้น ขี้เกียจ เพราะฉะนั้น ขอให้ถือความสะอาดเป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดของชีวิต


3. ขยัน

ข้อนี้ก็สำคัญอีกข้อหนึ่ง เพราะความขยันเป็นเครื่องผลักดันชีวิต ให้เจริญก้าวหน้าไปสู่ความมั่นคั่ง บรรดาบุคคล สำคัญของโลกได้ประสบความรุ่งโรจน์ เพราะอาศัย ความขยัน เป็นเครื่องช่วยผลักดันชีวิตคือ..
ขยันศึกษา คือ ศึกษาเล่าเรียน ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะมีโอกาสศึกษาได้ตามฐานะ และกำลังทรัพย์ ในยุคโลกาวิวัฒน์นี้ เรารียกว่า ศึกษาตลอดชีวิตจนถึง วาระสุดท้าย คือ ความตาย
ขยันคิด คือ คิดให้ดีที่สุด คือ หาทางก้าวหน้าอยู่เสมอ คิดสร้างสรรค์คิดพัฒนา พลิกแพลงให้ดีขึ้น และคิดแก้ไข ปรับปรุงตนเองว่า มีจุดดี หรือเลวอย่างใดบ้าง
ขยันพูด โปราณสอนว่า พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากจะมีสี ข้อนี้คือ พูดให้ดีที่สุด พูดให้ถูกกาละเทศะ พูดให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ทางพระท่านเรียกว่า ปิยะวาจา หรือมธุรสวาจา
ขยันทำ คือ ทำให้ดีที่สุดจนความสามารถ เวลาเป็นเงินเป็นทอง จงทำเวลาทุกนาที ทุกชั่วโมง และทุกๆวันให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
ขยันหา คือ หาความรู หาความชำนาญ หาความดี ความชอบทางก้าวหน้า หาทรัพย์สินเงินทอง หาหลักฐาน หามิตรสหาย หาพระสงฆ์องค์เจ้า ทางสุจริต หาความเจริญก้าวหน้า เป็นต้น
อย่า..หายใจทิ้งไปวันๆ ทางพระตำหนิว่าเป็น..โมฆะบุรุษ บางครั้งท่านให้ศัพท์ค่อนข้างรุนแรงว่า..**เสียชาติเกิด**หรือ**รกโลก** เพราะฉะนั้น ขอให้ถือความขยัน เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดของชีวิต


4. ใช้จ่ายให้พอสมควรแก่ฐานะ
ข้อนี้สำคัญมากอีกข้อหนึ่ง ถ้าเราใช้จ่ายเพื่อประหยัด จะมั่งมีเพราะประหยัด จะอัตคัตเพราะฟุ่มเฟือย รูรั่วนิดเดียวยังทำให้เรือใหญ่จมได้ จงอดกลั้น อดทน อดออม แล้วจะไม่อดตาย
คนรวยเพราะทำตัวจนพอประมาณ คนขัดสนเพราะทำตนร่ำรวย จงกินแต่พออิ่ม ชิมแต่พอดี เป็นหนี้แต่พอประมาณ อย่าเอาโรงแรมเป็นบ้าน อย่าเอาภัตตาคารเป็นครัว
อย่ากินเกิน อย่าใช้เกิน อย่าเกินพิกัด เกินอัตรา เกินกำลัง เกินความจำเป็น รู้จักแก้จนด้วยการทำตัวต่ำ รู้จักลดขนาดความต้องการลง เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว สังคมและประเทศชาติ


5. งดเว้นสิ่งให้โทษ คือ

สุราเมรัย เครื่องดองของเมา (ยกเว้นกินกับยา)
ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน กัญชา ยาบ้า ยาอี เป็นต้น
การพนันขันต่อต่างๆ
แหล่งอบายมุข ตลอดจนสถานเริงรมย์ ที่ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นดีที่สุด
ถ้าเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งให้โทษ ก็จะพาชีวิตของเราเสื่อมโทรม เสียหายพินาศเดือดร้อน ไม่เจริญก้าวหน้า เดินไปสู่ความตาย สู่ประตูคุกตารางเข้าไปทุกที เพราะฉะนั้น ขอให้ถือการงดเว้นสิ่งให้โทษ เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดของชีวิต


6. ไม่ล่วงเกินผู้อื่นก่อน
ข้อนี้สำคัญมากอีกข้อหนึ่ง เพราะเรื่องราวเดือดร้อนต่างๆที่เกิดขึ้น เช่น ทะเลาะวิวาทกัน ตีกัน ทำร้ายกัน เข่นฆ่ากันนั้น เนื่องมาจากการล่วงเกินกันเป็นมูลเหตุ ถ้าต่างฝ่ายไม่ล่วงเกินกัน หัด..ยอม..เป็น ให้อภัยเสียบ้าง คิดเสียว่า โลกทั้งผองพี่น้องกัน รู้รักสามัคคี สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวร และเบียดเบียนซึ่งกัน และกันเลย โกรธ คือ โง่ โมโห คือ บ้า อิจฉาริษยาเขา คือ จุดไฟเผาตัวเอง อายุก็สั้นและตายเร็วด้วย
เพราะฉะนั้นขอให้ถือ การไม่ล่วงเกินผู้อื่น เป็นหลักปฏิบัติ ที่สำคัญที่สุดของชีวิต

7. งดติดต่อคบค้า สมาคมคนไม่ดี

ข้อนี้ก็สำคัญมากอีกข้อหนึ่ง เพราะการติดต่อกับคนไม่ดี เป็นบันไดแรก นำไปสู่เรื่องราวเดือดร้อนวุ่นวาย ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น เนื่องมาจากการติดต่อเป็น ถ้าเราติดต่อกับคนไม่ดี ก็จะมีแต่เรื่องยุ่งผิดหวัง เดือดร้อน เสียหาย เสื่อมโทรม พินาศ ขาดทุน อาจจะถึงแก่ชีวิต ก็เป็นได้ รวมความว่า...** การติดต่อคนไม่ดี ** มีแต่ความเดือดร้อน เสียหาย ขาดทุน ไร้ประโยชน์ เสียเวลาด้วยประการทั้งปวง
ข้อสังเกตว่า คนใดจะดีหรือไม่ดีนั้น มีดังนี้คือ..
คนดี ย่อมแสดงออก ซึ่งความดี
คนชั่ว ย่อมแสดงออก ซึ่งความชั่ว
คนซื่อ ย่อมแสดงออก ซึ่งความซื่อ
คนคด ย่อมแสดงออก ซึ่งความคด
คนเลวทราม ย่อมแสดงออก ซึ่งความเลวทราม
หรือ ดูคนดี แบบ 4 ดี คือ คิดดี ทำดี พุดดี คบคนดี และไปสู่สถานที่ดี
ส่วนคนชั่ว คิดแต่ชั่วๆ ทำเรื่องชั่วๆ และพูดแต่ชั่วๆ คบแต่คนชั่วๆ และชอบไปสู่สถานที่ชั่วๆ เป็นต้น
คนไม่ดี มีนิสัย ดังนี้เช่น..
1. ไม่ซื่อตรง (คิดคดเสมอ)
2. ไม่รักษาคำพูด(ที่ตกลงกันไว้)
3. โกหก(ให้เสียหายเดือดร้อน)
4. ปลิ้นปล้อน ตะลบตะแลง ประเภท 18 มงกุฏ
5. ยักยอก ฉ้อโกง เบียดบัง เอาเปรียบ
6. ทรยศหักหลัง กินบนเรือน ถ่ายบนหลังคา เป็นต้น
7. ไม่ทำตามเงื่อนไขสัญญา
8. ใช้เล่ห์เหลี่ยม แกล้งทำให้เดือดร้อน เสียหาย
9. กลับกลอก หลอกลวง ให้เสียหาย เดือดร้อน
10. ขาดความเกรงใจ ไร้มารยาท บีบคั้นเอาเปรียบ
เชื้อโรคเกิดจากความ..สกปรก..ฉันใด ความเสียหาย เดือดร้อน ก็เกิดจากคนไม่ดี ฉันนั้น
โบราณท่านสอนว่า หลีกสัตว์ร้ายให้พ้นวา หลีกคนชั่วช้า ให้ย้ายบ้านเรือนหนี เพราะฉะนั้น ขอให้ถือหลักปฏิบัติ งดการติดต่อกับคนไม่ดี เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดของชีวิต


8. กตัญญู กตเวที

คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง ผู้มีพระคุณแก่เรา สรุปโดยย่อ มี 5 ประการ เรียงลำดับสูงได้ดังนี้
1. พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้แนะนำสั่งสอนให้ตั้งอยู่ในความดี และประพฤติตนเป็นตัวอย่าง หรือเป็นที่พึ่งสูงสุด
2. ชาติ กษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ผู้ให้สิทธิคุ้มครอง ความยุติธรรม ความมีหลักฐาน ถิ่นที่อยู่อาศัย
3. บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ผู้ให้กำเนิดเลี้ยงดู รักษาให้ความสุข ความเจริญ และหลักฐานของชีวิต
4. ครูบาอาจารย์ ผู้สั่งสอนศิลปวิทยาการ ทั้งหลายให้ความเจริญ รุ่งเรือง และป้องกันในทิศทั้งหลาย
5. ญาติ พี่น้อง มิตรสหาย เจ้านายผู้บังคับบัญชาเหนือตน ผู้ให้ความอุปการะ หรือเลี้ยงดู สนับสนุน ส่งเสริมเราให้เจริญรุ่งเรือง
ผู้มีพระคุณ ทั้ง 5 ประการ ที่กล่าวมานี้ บุคคลผู้เจริญแล้วทั้งหลาย ต้องรู้จักบุญคุณและหาทางสนองตอบคุณ จนกว่าชีวิตจะหาไม่ อย่าให้ใครมาตำหนิท่านว่าเป็นคนเนรคุณ หรือลูกทรพี
ความกตัญญู กตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี ที่โลกต้องการบุคคลประเภทนี้ นักปราชญ์ทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญยกย่องว่า ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เทวดาฟ้าดินย่อมคุ้มครอง รักษาเสมอ เพราะฉะนั้น ขอให้ถือเรื่องความกตัญญู กตเวที เป็นหลักที่สำคัญของชีวิต


9. รู้จักหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด

คนเรามีหน้าที่ แตกต่างกันตาม เพศ วัย และการงาน ใครจะอยู่ในหน้าที่ก็ตาม ก็ต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เต็มศักยภาพความรู้ ความสามารถ โดยไม่มุ่งผลตอบแทน จนเกินไป ให้ทำหน้าที่ด้วยความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เป็นเกมกีฬาอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า.. งาน
งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุข ขณะทำงาน
แต่คนส่วนมากมีแต่ความ..อยาก อยากได้ แต่ไม่ทำ อยากรวย อยากสบาย แต่ไม่อยาก..ทำ อยากได้ดี แต่ไม่ยอมสะสมความดี เป็นต้น
จากข้อสังเกตของข้าพเจ้าเป็นเวลายาวนาน คนที่เสียชื่อเสียง เสียผู้เสียคน เสียอนาคต ถูกลงโทษ ถูกลงทัณฑ์ ถูกปลด ถูกไล่ออก ถูกย้าย ถูกถอดถอนจากยศ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ติดคุกติดตาราง ตัวเองและครอบครัวเดือดร้อน ก็เพราะไม่รู้จักหน้าที่ ไม่ทำตามหน้าที่ ดูถูกหน้าที่ ละทิ้งหน้าที่ ของตนเองแทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ขอให้ถือการ..รู้จักหน้าที่ และทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุดของชีวิต
ท่านผู้ใดปฏิบัติได้ครบทั้ง 9 ประการ รับรองว่า ชีวิตมีแต่ความสุข ความเจริญ อยู่ที่ไหนใครก็รัก จากไปก็เสียดาย ตายไปก็มี คนร้องไห้คิดถึง


เขียนโดย :อมิตพุทธ   
อ้างอิงจาก http://www.firodosia.com/showdetail.asp?boardid=1314

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

.. เหตุผลที่เราควรรักแม่ มากกว่าแฟน ..


แม่. . . ไม่เคยหลอกให้เราหลงรัก  เพราะเราเต็มใจรักแม่ โดยไม่ต้องหลง...
แม่. . . อาจเคยตีเราให้เจ็บ แต่ไม่เคยทำให้เราเจ็บหัวใจ
แม่. . . ส่งเสียเรา แต่เราต้องส่งเสียแฟน ...
แม่. . . ไม่เคยบอกเลิก
แม่. . . เป็นแบงค์ส่วนตัวที่เวลากู้ไม่เคยคิดดอกเบี้ย และไม่ค่อยทวงคืน ...
แม่. . . เห็นเราเดินแก้ผ้าตั้งแต่เล็ก โดยไม่เคยติเรื่องรูปร่าง
แม่. . . เป็นคนที่เห็นเราดีกว่า แฟนของแม่เสมอ ขอหอมแม่ไม่ยากเท่าขอหอมแฟน ...
แม่. . . ยอมตัดสะดือตัวเองเพื่อให้เราเกิดมา
แม่. . . สอนให้เราพูดได้ เพื่อจะไปบอกรักแฟนตอนโต
แม่. . . ยอมเป็นยายอ้วนลงพุงตั้ง 9 เดือน เพื่อให้เราอาศัยอยู่ข้างใน ...
และในประเทศนี้ไม่มี . . . “วันแฟนแห่งชาติ” เหมือนวันแม่ใช่มั้ย ...
รู้ว่าความรักของแม่ ยิ่งใหญ่กว่าแฟนแล้ว. . .
พรุ่งนี้!! คุณอยากบอกแม่ว่าอะไรดี. . .? ...


อย่ารอโอกาส หรือรอเวลาบอกรักแม่เฉพาะ “วันแม่” เท่านั้น


. . .เพราะวันเวลาอาจทำให้คุณ . . . ไม่มีโอกาสบอกรักแม่ก็เป็นได้


ขอขอบคุณข้อมูลจาก....http://www.dhammajak.net/dhamma/78.html
อย่างน้อยสิ่งดี ๆ ก็มีอีกเยอะ